กรมชลฯนำสื่อมวลชนดูงานการบริหารจัดการน้ำ

และการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมปี 52 ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกและบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน นายชัยนรินทร์ พันธ์ภิญญาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 11 นายบุญสนอง สุชาติพงศ์ โฆษกกรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน นำคณะสื่อมวลชนดูงานการเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรับมือน้ำหลากตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เผยเพิ่มศักยภาพระบายน้ำออกสู่ทะเลด้วยระบบระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมปรับปรุงคลองสายหลักและก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มขึ้น รวมทั้งติดตั้งระบบโทรมาตรอุทกวิทยาเพื่อติดตามและเฝ้าระวังน้ำหลากอย่างต่อเนื่อง มั่นใจสามารถช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงฤดูฝนนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ     
 
นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  การเตรียมการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2552 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ปีนี้กรมชลประทานมีความพร้อมค่อนข้างมากทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำและความพร้อมของระบบป้องกันน้ำท่วม โดยได้ทำการตรวจสอบและซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ อาคารชลประทาน รวมทั้งการขุดลอกและกำจัดวัชพืชในคลองสายต่าง ๆ  ตรวจสอบคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ และที่สำคัญได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นแนวทางในปฏิบัติงาน   คือการจัดทำข้อมูลและความสามารถในการรับน้ำของคลองต่าง ๆ ในฝั่งตะวันออกใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งได้ประชุมสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำ ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในส่วนของการปิดเปิดอาคารบังคับน้ำ การควบคุมเครื่องสูบน้ำ และการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์น้ำ เพื่อให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลเร็วขึ้น                   

  สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เขตลาดกระบัง  เขตบางพลี  และบริเวณสถานที่ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ และมีความลาดเอียงน้อย  ทำให้การระบายน้ำฝนและน้ำหลากเป็นไปอย่างล่าช้า       ในปี 2552 กรมชลประทานได้วางแนวการบริหารจัดการโดยเชื่อมโยงกันระหว่างลุ่มน้ำ โดยจะชะลอน้ำเหนือที่จะไหลลงมาด้วยการเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  เขื่อนแควน้อย และเขื่อนต่าง ๆ ที่อยู่ทางตอนบน เพื่อให้ผ่านพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้น้อยที่สุด ซึ่งปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยแล้ว ยังเป็นน้ำต้นทุนที่จะใช้สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้งด้วย นอกจากนั้นยังได้วางแผนงานด้วยการเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการปรับปรุงระบบระบายน้ำ ประกอบด้วยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มขึ้น 3 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำประเวศบุรีรมย์  สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำหนองจอก สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำคลองหกวา รวมทั้งการปรับปรุงคลองสายหลัก  นอกจากนี้ยังได้นำระบบโทรมาตรเข้ามาใช้ในการรายงานข้อมูลสภาพน้ำฝน และอัตราการไหลของน้ำ ณ เวลาจริงจากพื้นที่ทั้งหมด 49 สถานี เพื่อส่งข้อมูลมายังสถานีแม่ข่ายหรือห้องควบคุม เพื่อประมวลและวิเคราะห์การบริหารจัดการน้ำได้ทันท่วงที

               

“การเร่งระบายน้ำหลากและสูบระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยตรง ทำให้สามารถลดสภาวะน้ำท่วมและความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากระบบโทรมาตรจะนำไปใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังสภาพน้ำหลาก โดยการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของระดับน้ำ เพื่อคาดการสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นและสามารถวางแผนการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นอกจากนี้ยังมีโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ช่วยระบายน้ำและจัดการน้ำหลากในพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบิน โดยในช่วงฤดูน้ำหลากในปี 2552 นี้ กรมชลประทานจะสามารถเปิดใช้งานประตูระบายน้ำซึ่งเชื่อมต่อกับคลองธรรมชาติบริเวณเขตพื้นที่ตำบลบางปลา ตำบลบางปู โดยรับน้ำจากคลองลาดหวายคลอง 9 –  คลอง 1 ตามลำดับ  แล้วสูบออกทะเลโดยตรง  ซึ่งสามารถช่วยระบายน้ำได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 ลบ.ม./ วินาที ( 2,160,000 ลบ.ม./วัน )  และงานก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2553  ซึ่งเมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จจะสามารถช่วยระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลบ.ม/ วินาที  ( 8,640,000 ลบ.ม./วัน) จะช่วยลดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมขัง ปัญหาน้ำหลากและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จาก 10 วันเหลือ 2 วันได้ และลดพื้นที่น้ำท่วมลง 140 ตารางกิโลเมตร อีกทั้งช่วยให้มีแหล่งน้ำจืดสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นการช่วยบริหารจัดการน้ำหลากให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น