กรมชลฯ เปิดเวทีปัจฉิมนิเทศ เผยผลการศึกษาแนวทางบรรเทาปัญหาแล้งซ้ำซาก 5 อำเภอในเขต จ.กาญจน์-สุพรรณฯ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2552 กรมชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาแผนหลักและศึกษาความเหมาะสมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่แห้งแล้งจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี นำเสนอผลการจัดทำแผนหลักและร่างผลการศึกษาความเหมาะสมของ 2 โครงการที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมพร้อมในขั้นตอนก่อสร้าง ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้นำชุมชนในพื้นที่ให้ร่วมกันพิจารณา ก่อนบรรจุไว้แผนศึกษาฉบับสมบูรณ์เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ 5 อำเภอ ของ 2 จังหวัด ให้เป็นรูปธรรมต่อไป โดยมีว่าที่ รต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธาน

ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพ ฯ ด้านวางแผน กรมชลประทาน ในฐานะประธานโครงการศึกษาฯ เปิดเผยว่า โครงการศึกษาแผนหลักและศึกษาความเหมาะสมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี เกิดขึ้นจากราษฎรในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเลาขวัญ บ่อพลอย และห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี มีความต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขความเดือดร้อนที่เกิดจากปัญหาความแห้งแล้งที่ต้องประสบเป็นประจำทุกปี กรมชลประทานจึงได้เข้ามาดำเนินศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำที่เชื่อมโยงทั้งระบบให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของพื้นที่ และงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีความสำคัญในลำดับต้น เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำของ พื้นที่ อ. หนองปรือ บ่อพลอย เลาขวัญ ห้วยกระเจา จ. กาญจนบุรี และ อ.ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี โดยเร่งด่วน

ตลอดระยะเวลาศึกษาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550 – กุมภาพันธ์ 2552 รวมทั้งสิ้น 540 วัน กรม- ชลประทานได้ทำการศึกษา โดยพิจารณาความเป็นได้ของทุกด้าน ทั้งด้านสภาพพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้ได้ความเหมาะสมทางด้านวิชาการและต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและความต้องการของท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมเสนอแนะของทุกฝ่าย ผ่านเวทีประชุมชาวบ้าน การศึกษาสภาพพื้นที่จริง รวบรวมข้อมูลเชิงลึกทุกแหล่ง จนเกิดเป็นแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงกัน

แผนหลักโครงการที่ได้ ประกอบด้วย แผนการพัฒนาแหล่งน้ำ แบ่งเป็นระดับลุ่มน้ำ 97 โครงการ และระดับท้องถิ่น 1,400 โครงการ และแผนการผันน้ำ แบ่งเป็นการส่งน้ำภายในลุ่มน้ำย่อย 5 โครงการ การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำย่อย 5 โครงการ และการผันน้ำจากลุ่มน้ำภายนอก 1 โครงการ รวมทั้ง สิ้น 1,508 โครงการ ประมาณการค่าลงทุน ณ ช่วงเวลาที่ทำการศึกษา 32,540 ล้านบาท จากแผนทำให้แหล่งน้ำต้นทุน มีความจุเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นถึง 163 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมมีอยู่ 341 ล้านลูกบาศก์เมตร จะส่งผลให้ในพื้นที่มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็น 504 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่ชลประทาน/ พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 227,500 ไร่ จากเดิมมีอยู่ เพียง 143,973 ไร่ จึงส่งผลให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 421,473 ไร่

นอกจากนี้ในแผนหลัก ยังได้เสนอ 2 โครงการเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อเตรียมความพร้อมในด้านก่อสร้างต่อไปด้วย ได้แก่ 1. โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำตะเพินบน และระบบผันน้ำเชื่อมโยงไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยเทียน – สระเก็บน้ำหนองมะสังข์ มีลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำตะเพินบน ที่ อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี ขนาดความจุเก็บกัก 10.6 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมระบบผันน้ำ ด้วยระบบท่อ แรงโน้มถ่วงจากอ่างฯ ลำตะเพินบน ไปเติมอ่างเก็บน้ำห้วยเทียน และสระเก็บน้ำตามแนวท่อผ่านจนถึงสระเก็บน้ำหนองมะสังข์ ปริมาตร 19.04 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวท่อ 82 กิโลเมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานเดิมและเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่ รวมประมาณ 20,000 ไร่

และ 2. โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพุปลาก้าง (ขยาย) และระบบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะเพินบนถึง อ่างเก็บน้ำห้วยทวีปและอ่างเก็บน้ำพุปลาก้าง(ขยาย) มีลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพุปลาก้าง(ขยาย) ที่ อ. ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ขนาดความจุเก็บกัก 23.8 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมระบบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะเพินบนไปเติมให้อ่างเก็บน้ำห้วยทวีป 7.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวท่อ 40 กิโลเมตร และผันน้ำไปเติมให้อ่างฯ พุปลาก้าง(ขยาย) 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ท่อผันน้ำยาว 10 .7 กิโลเมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำพุปลาก้าง(ขยาย) คลอบคลุม 4 ตำบล ของอำเภอด่านช้างและหนองหญ้าไซ จ. สุพรรณบุรี ได้ถึง 17,940 ไร่ และพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำห้วยทวีป อีก 6,800 ไร่

ดังนั้นจากการศึกษา หากสามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม ทั้งในส่วนของกรมชลประทานและหน่วยงานของท้องถิ่นแล้ว จะทำให้ในพื้นที่ศึกษามีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น ขยายพื้นที่ชลประทานได้มากขึ้น สามารถมีน้ำกิน น้ำใช้ได้ตลอดปี มีแหล่งน้ำเพื่อการปศุสัตว์และอุตสาหกรรม และท้ายสุดแล้ว คือฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ก็จะดีขึ้นตามลำดับไปด้วย นายสมเกียรติฯ กล่าว