อธช. แถลงนโยบายมอบแนวทางการดำเนินงานปี 52 พร้อมติดตามงานปี 51

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 นาย อารมณ์ ขำคมกุล เลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายแด่ข้าราชการกรมชลประทานในการปฏิบัติงาน ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องนโยบายและทิศทางการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2552 โดยมีอธิบดีกรมชลประทานพร้อมด้วยรองอธิบดีกรมชลประทานทั้ง 4 ท่าน ร่วมแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน พร้อมถือโอกาสติดตามงานที่เคยมอบหมายไว้เมื่อปี 2551 ณ. โรงแรม ที เค พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นาย ธีระ วงศ์สมุทร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในเรื่องของการทำงานว่า ปัจจุบันการดำเนินงานหลายอย่างเปลี่ยนไปทุกคนต้องปฏิบัติงานภายใต้ความรวดเร็วและแม่นยะ ดังนั้นจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชนทุกคนปรับเปลี่ยนการทำงานใหม่ อาทิ การแจ้งข้อมูลหรือการให้ข่าวเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องงานชลประทานให้ทันกับเหตุการณ์ ไม่ว่าจะฤดูฝน หรือฤดูแล้ง ขอให้พยายามใช้สื่อท้องถิ่นที่มีอยู่ให้มากที่สุด และที่สำคัญคือเรื่องระบบโทรมาตรกับการเตือนภัย เพราะในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาระบบโทรมาตรสามารถพยากรณ์ได้แม่นยำและใกล้เคียงกับค่าความเป็นจริงมาก สามารถช่วยวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างดี จึงอยากขอให้โครงการชลประทานที่อยู่ในลุ่มน้ำอื่นๆเช่น ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ที่ยังไม่มีการติดตั้ง หาแนวทางเพื่อดำเนินการติดตั้งต่อไป

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ปีงบประมาณที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดีเด่น เรื่องกลุ่มบริหารผู้ใช้น้ำชลประทาน หรือเรื่องอาสาสมัครชลประทาน ซึ่งขณะนี้กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้จ่ายค่าตอบแทนได้แล้ว ไม่เกิน 1,200 บาท ต่อคนต่อเดือน โดยให้กรมเป็นผู้กำหนดขอบเขตการดำเนินงานเอง จึงขอให้ทุกภาคดำเนินการเพื่อให้เป็นโครงการนำร่องให้เห็นภายในปี 2552 นี้ และสุดท้ายคือเรื่องการทำงานเพื่อให้องค์กรประสบผลสำเร็จอยากฝากว่า ความร่วมมือของทุกคนในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าจะนำมาใช้อย่างไรให้ถูกต้องและเหมาะสม ส่วนกฏระเบียบต่างๆของกรมสิ่งที่ดีก็ใช้ต่อไป อะไรที่ใช้ไม่ได้ก็ขอแก้ไขปรับปรุง โดยให้ยึดพื้นที่และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ขอให้ยึดแนวทางการทำงานในเรื่อง 3 ดู คือ ดูเจ้านาย ดูลูกน้อง ดูตัวเอง และ 4 รู้ คือ รู้งาน รู้คน รู้ครอบครัว และรู้บุญคุณ ซึ่งจะนำพาองค์กรและผู้ปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จต่อไปได้ในอนาคต